Loading... Please wait...

บทความเกี่ยวกับการสอนลูก

พัฒนาการบุคลิกลักษณะของเด็กวัย 0-12 ปี
บทความฉบับนี้เกี่ยวเนื่องกับบทความ “กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน” วันนี้จะขอเขียนเกี่ยวกับบุคลิคภาพและเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของเด็กในแต่ละวัย หากใครที่ได้อ่านบทความหรือศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กเล็ก อาจจะคุ้นหูคุ้นตากับนักทฤษฎีชื่อ อิริค อิริคซัน  ทฤษฎีของอิริคซันถือเป็นแนวทางช่วยให้ครูเข้าใจเด็กแต่ละวัย อิริคซันเป็นนักเรียนของซิกมันด์ ฟอยด์ ทฤษฎีของท่านพัฒนามาจากทฤษฎีของฟอยด์อีกทีหนึ่ง อิริคซันเน้นความเป็นตัวตนของเด็ก ในแต่ช่วงของชีวิต คนเรามีวิกฤตทางจิตสังคม (crisis) ที่ต้องแก้ไขให้ได้ หากแก้ไม่ได้ก็จะมีผลต่อการพัฒนาบุคคลิภาพในชีวิตช่วงต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าถ้าแก้ไขไม่ได้แล้วชิวิตจะล้มเหลวตลอดไปนะคะ เพราะคนเราสามารถย้อนกลับไปแก้ไขวิกฤตได้เสมอ  อิริคซันแบ่งการพัฒนาบุคคลิกภาพของคนออกเป็น 8 ขั้น แต่แม่แอ๋วขอกล่าวถึงแค่ 4 ขั้นแรกซึ่งเป็นช่วงชีวิตของเด็กแรกเกิดไปจนถึงชั้นประถมศึกษา Trust vs. Mistrust ช่วงนี้เป็นช่วงอายุ 0-1 ขวบ เด็กทารกจะเชื่อใจพ่อแม่หรือผู้ดูแลหากพ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่นอย่างสม่ำเสมอ (อ่านบทความเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเพิ่มเติม) หากเด็กทารกรู้จักเชื่อใจคน เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เเปลกใหม่หรือสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่สม่ำเสมอจะกลายเป็นคนไม่เชื่อใจคน และมีผลต่อการพัฒนาทางจิตใจ จะเป็นคนขี้กลัว หวาดระแวง เพราะเขารู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ดี ทั้งความเชื่อใจและไม่เชื่อใจต้องมีความสมดุลกัน หากเด็กเชื่อใจคนมากเกินไปก็ไม่ดี ไม่เชื่อใจคนเลยก็ไม่ดี ต้องมีความสมดุลกันค่ะ หากเด็กแก้ปัญหาหรือแก้วิกฤตในขั้นตอนนี้ได้ เด็กจะมีความหวัง หรือ Hope ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของเด็กในวัยนี้ Autonomy vs. Shame and ...

กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 4 : การจัดระเบียบตนเอง -Self-Regulation (ตอนที่ 2)
บทความนี้เป็นบทความต่อเนื่องจาก การจัดระเบียบตนเอง ตอนที่ 1 ผู้เรียบเรียงขอแนะนำให้คุณอ่านบทความตอนที่ 1 ก่อนจะอ่านบทความนี้ ท้าวความเรื่องการจัดระบบตนเองหรือ Self Regulation ซึ่งหมายถึงกระบวณการที่คนเราใช้พลังงานในการจัดการควบควบสมาธิ พฤติกรรม และอารมณ์เพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่สังคมยอมรับ  การจัดระบียบตนเองสำคัญมากสำหรับการพัฒนาด้านการเรียนรู้ของเด็ก เด็กที่จัดระเบียบตนเองเป็นจะเรียนดีกว่าและเติมโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต  บทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึงสิ่งที่มีผลต่อพัฒนาการการจัดระเบียบตนเอง และวิธีที่พ่อแม่หรือครูสามารถใช้เป็นแนวทางในการช่วยให้เด็กรู้จักการจัดระเบียบและควบคุมตนเอง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของการจัดระเบียบตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่าง เด็ก โรงเรียน และพ่อแม่สำคัญและมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาของการจัดระเบียบตนเอง การพัฒนาการจัดระเบียบตนเองมีผลสอดคล้องโดยตรงกับการโต้ตอบหรือความพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่รอบตัว พ่อแม่ หรือครูที่โรงเรียน หากผู้ใหญ่มีจิตใจอ่อนโยน เข้าใจ และดูแลเด็กด้วยความรัก เด็กจะสามารถควบคุมตนเองได้ดี และมีสมาธิในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ฐานะและสิ่งแวดล้อมของครอบครัวก็มีผลต่อความสามารถในการจัดระเบียบตนเองของเด็ก  เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ฐานะมั่นคง สภาพแวดล้อมดีจะจัดระเบียบตนเองได้ดีกว่าเด็กที่อยู่อยู่ในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่มีภาวะตึงเครียดและฐานะไม่มั่นคง เพราะความเครียดของพ่อแม่มีผลโดยตรงต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และการแสดงออกของลูก เด็กที่ครอบครัวมีฐานะมักจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่า และได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือที่ดีกว่าเด็กในครอบครัวยากจน นอกจากนี้ วิธีการเลี้ยงดูลูกก็มีผลต่อการจัดการตนเอง เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวตัวที่เน้นให้ลูกเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพ่อแม่ มักจะหลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดการจัดการตนเอง  เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่เน้นให้ลูกมีอิสระและความเป็นตัวของตนเอง จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ควบคุมตนเองได้ดี การจัดระเบียบตนเองและการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน เด็กที่จัดระเบียบตนเองได้ดีจะพร้อมและปรับตัวเข้ากับโรงเรียน เพื่อน และครู ได้ดีกว่าเด็กที่ขาดการควบคุมและจัดการตนเอง  การจัดระเบียบตนเองเรียนรู้และสอนได้โดยครูหรือผู้ปกครองที่เข้าใจเด็ก และเปิดใจรับและเข้าใจสภาวะทางอารมณ์ หรือ temperament ของเด็ก  ครูที่เข้าใจความหมายของการจัดระเบียบตนเองจะเข้าใจเด็กได้ดีและรู้จักรับมือและช่วยเหลือเด็กให้ค่อยๆพัฒนาอารมณ์ และจัดการกับการกระทำของตัวเขาเองได้เป็นอย่างดี ...

กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 4 : การจัดระเบียบตนเอง -Self-Regulation (ตอนที่ 1)
ก่อนอื่น ผู้เขียนไม่รู้จะใช้คำในภาษาไทยแทน Self-Regulation ว่าอย่างไรดีถึงจะไม่ซ้ำกับ Self-Control ทั้งสองคำนี้ต่างกัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความแตกต่าง จะขอใช้คำว่า “การจัดระเบียบตนเอง” แทน Self- Regulation และ “การควบคุมตนเอง” แทน Self-Control ก่อนที่จะพูดถึง Self-Regulation ขอย้อนไปถึงการทดลองคลาสสิคของวอลเตอร์ มิชเชล ชือ การทดสอบด้วยมาร์ชแมลโล่ หรือ “The Marshmallow Test” ก่อน มิชเชลและคณะได้ทำการทดลองกับเด็กวัย 3-5 ขวบที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี ค.ศ. 1989 โดยได้นำเด็กมานั่งในห้องทดลอง และเด็กแต่ละคนจะได้ขนมมาร์ชแมลโล่คนละชิ้น นักวิจัยจะออกจากห้องไปและก่อนออกจากห้องก็บอกเด็กว่าเด็กจะกินขนมตอนนี้เลยก็ได้ แต่หากเด็กรอได้และไม่กินขนม พอนักวิจัยกลับเข้ามาในห้อง เด็กจะได้รางวัลเป็นขนมมาร์ชแมลโล่ อีก 2 ชิ้น จากผลการทดลองนี้ เด็กที่สามารถทนต่อความเย้ายวนของมาร์ชแมลโล่ได้ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เรียนเก่ง หน้าที่การงานดี มนุษยสัมพันธ์ดี ประสบความสำเร็จในชีวิต สอบ SAT  ได้คะแนนมากกว่าเด็กที่อดทนไม่ได้และกินขนมก่อนนักวิจัยกลับเข้ามาในห้อง   เด็กที่อดทนรอไม่ได้นั้น เรียนไม่เก่ง บางรายหนักถึงกับโดนตำรวจจับ เป็นอาชญากร หน้าที่การงานไม่มั่นคง ...

กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 3 : พื้นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (Temperament)
เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมลูกของเราถึงนอนยาก กินยาก ร้องไห้บ่อยจังเลย แล้วหันไปมองลูกของเพื่อน ทำไมถึงนั่งนิ่ง กินง่าย นอนง่าย ว่าง่ายจังเลย ลูกเราเลี้ยงยากแบบนี้ผิดปกติหรือเปล่านะ… วันนี้หวังว่าบทความเรื่องนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (Temperament) จะช่วยให้พ่อแม่ ครู และผู้ปกครองเข้าใจพื้นฐานนิสัยของเด็กมากยิ่งขึ้น และหลังจากท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว ผู้เขียนหวังว่าท่านจะมองลูกหลานด้วยเลนส์ที่เป็นบวกและเข้าใจว่าเขาทำพฤติกรรมแบบนั้นเป็นเพราะอะไร และเราจะช่วยเหลือเด็กซนๆของเราให้เป็นเด็กน่ารักขึ้นได้อย่างไรบ้าง พื้นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคืออะไร พื้นนิสัย (Temperament) คือลักษณะและรูปแบบทางอารมณ์ของการตอบรับต่อสถานการณ์และสิ่งเร้าต่างๆ พื้นนิสัยเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด พื้นนิสัยไม่ใช่ตัวกำหนดว่าคนคนนั้นทำอะไร แต่เป็นวิธีการที่คนคนนั้นใช้ในการกระทำและการแสดงออกของพฤติกรรม  พื้นนิสัยนี้จะติดตัวเราไปจนตาย ไม่สามารถยกเลิกหรือกำจัดออกไปได้ และเป็นพื้นฐานในการหล่อหลอมบุคลิกภาพของคนคนหนึ่ง  ถ้าเราจะเทียบบุคลิกภาพของคนเป็นขนมเค้กชิ้นหนึ่ง พื้นฐานนิสัยเปรียบเสมือนเค้ก 1 เสี้ยวของบุคคลิกภาพของคนคนนั้น พื้นฐานนิสัยมีความมั่นคง นักวิจัยกล่าวว่า พื้นฐานนิสัยของเด็กวัยทารก จะเหมือนกันกับพื้นฐานนิสัยเมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ และพื้นฐานนิสัยเมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ จะเหมือนกับรูปแบบบุคลิกภาพของเด็กเมื่อเด็กโตขึ้นและอายุได้ 18 และ 21 ปี จะเห็นว่าพื้นฐานนิสัยเกี่ยวโยงกันไปจนตาย ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ แต่เราปรับเปลี่ยนได้หากได้รับการเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่และด้วยความเข้าใจจากพ่อแม่ พื้นฐานนิสัยเกิดขึ้นได้อย่างไร การถ่ายทอดทางพันธุกรรม: เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูก พื้นฐานนิสัยของวัยทารกมีความสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันกับบุคลิกภาพในวัยเด็กของคนคนหนึ่ง การเลี้ยงดูของพ่อแม่ ...

กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 2: การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก (Attachment)
การดูแลเด็กให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ดูแล (จะขอแทนด้วย “แม่” แต่ผู้ดูแลอาจจะเป็นได้ทั้ง พ่อ ครู ญาติ พี่เลี้ยง) ควรจะทำความเข้าใจกับหัวใจสำคัญทั้ง 4 อย่าง ได้แก่ การพัฒนาของสมอง การสร้างความผูกพันธ์ (Attachment) อุปนิสัย (Temperament) และ การรู้จักควบคุมตนเอง (Self-regulation) ทั้ง 4 อย่างนี้ทำงานร่วมกันและมีความสอดคล้องกัน บทความฉบับนี้ขอนำเสนอการสร้างความผูกพันธ์ระหว่างแม่และลูก เรียบเรียงมาจากสื่อวิชาการ ตำราเรียน และเป็น “วิทยาศาสตร์” ไม่ใช่บทความประเภท “เขาว่าดีเลยขอทำมั่ง” ขอเชิญแม่ๆทั้งหลายให้อ่าน และหวังว่าเมื่อแม่อ่านบทความนี้จบแล้วจะจุดประกายให้คุณอยากศึกษาเรื่องนี้ต่อด้วยตนเอง และหันไปใช้เวลาคุณภาพกับลูกมากขึ้น ความสัมพันธ์คืออะไร การสร้างความสัมพันธ์ หรือ Attachment คือขบวนการสร้างความผูกพันธ์ทางด้านจิตใจระหว่างเด็กทารกกับผู้ดูแล (ขอแทนด้วย แม่) เป็นความผูกพันธ์ ผูกมัด และการเชื่อมต่อกันทางด้านจิตใจ  Attachment หรือความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ระหว่างเด็กทารกกับผู้แดแลที่ให้เวลาเอาใจใส่กับเขามากที่สุด ความผูกพันธ์เกิดขึ้นได้ในเวลา 0-1 ปีของชีวิต เป็นผลิตผลของการดูแลลูกแบบไม่เหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลา 1 ปีแรกของชีวิตลูก  ความผูกพันธ์เกิดขึ้นจากปฎิกริยาโต้ตอบของทั้งสองฝ่าย (Serve and ...

กว่าจะเติบโตมาเป็นตัวเป็นตน ตอนที่ 1: การพัฒนาและเจริญเติบโตของสมอง
คงปฎิเสธไม่ได้ว่าสมองคือจุดศูนย์กลางของความเป็นคนของเรา  สมองเป็นหัวใจสำคัญของพัฒนาการณ์ของมนุษย์ สมองคือศูนย์ควบคุม ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ ร่างกาย จิตใจ และภาษา การเรียนรู้ บุคลิคภาพ สมาธิ สติปัญญา การคิดแยกแยะกลั่นกรองสาร หรือแม้กระทั่งฮอร์โมนต่างๆของร่างกายก็มาจากสมองทั้งนั้น  มนุษย์เราหากปราศจากสมองแล้ว ก็จะเป็นเพียงก้อนเนื้อชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง พัฒนาการของสมอง สมองเริ่มพัฒนาตั้งแต่เดือนแรกของการผสมระหว่างไข่ของแม่และเสปิร์มของพ่อ สมองของเด็กแรกเกิดนั้น มีขนาด 25% ของสมองผู้ใหญ่เลยทีเดียว  แต่สมองเด็กแรกเกิดนั้นยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เพราะว่าหากสมองเด็กมีขนาดใหญ่เกินไป แม่ก็จะไม่สมารถคลอดลูกได้เพราะขนาดหัวที่ใหญ่เกินไปนั่นเอง  สาเหตุที่สมองที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่นี่เองที่เป็นสาเหตุให้เด็กทารกเกิดมาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่สมองของเด็กแรกเกิดนั้น เติบโตอย่างราวดเร็ว และเมื่อเด็กอายุได้ 2 ขวบ สมองของเด็กจะพัฒนาไปจนมีน้ำหนักประมาณ 75% ของสมองผู้ใหญ่ ยีนส์และประสบการณ์ชีวิต สมองเริ่มพัฒนาตั้งแต่การผสมพันธุ์ และพัฒนาต่อไปเรื่อยจากวัยแรกเกิดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ พื้นฐานของโครงสร้างของสมองเรียกว่านิวรอน (neuron) หรือเซสล์สมอง คือโครงสร้างพื้นฐานของสมองของวัยเด็กแรกเกิด  ยีนส์หรือพันธุ์กรรมก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาของสมอง และยีนส์กับประสบการณ์ชีวิตทำงานร่วมกันในการสร้างสมอง ยีนส์เป็นตัวกำหนดโครงสร้างพื้นฐานแต่ประสบการณ์เป็นตัวต่อยอดและกำหนดขอบเขตศักยภาพของสมอง โครงสร้างพื้นฐานของสมอง ตรงนี้ผู้เขียนจะไม่ขอเล่าละเอียด เอาแบบที่เข้าใจกันง่ายๆคือ เด็กเกิดมามีนิวรอนหรือเซลล์สมองเป็นล้านๆเซลส์ ตอนเด็กเกิดมานั้น นิวรอนจะไม่เชื่อมกัน แต่ทันทีที่เขาลืมตาดูโลก นิวรอนเริ่มทำงานกระตุ้นการสร้างเส้นใยเชื่อมกันระหว่างนิวรอนด้วยกัน  สมองเด็กหรือสมองคนจะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับ brain pathways หรือการเชื่อมเส้นใยสมอง หรือการเชื่อมระหว่างนิวรอนนั่นเอง ...

สอนลูกเรียนคณิตศาสตร์ด้วยลูกคิด – ตอนที่ 4 การบวกลบเลขโดยใช้ลูกคิดแถวบนและล่าง +6, และ +7
หลังจากเด็กบวกลบด้วย +1, +2,+3,+4,และ +5 ได้โดยไม่ต้องใช้สูตรแล้ว เราก็มาเริ่มสอนให้เด็กบวกลบเลขด้วย +6 และ +7 กันค่ะ แนวทางสอนสำหรับการบวกลบ บวกเม็ดล่างด้วยนิ้วโป้ง ลบเม็ดล่างด้วยนิ้วชี้ เม็ดบน (จำนวน 5) ทั้งบวกและลบด้วยนิ้วชี้ + 6 คือต้องเลื่อน 1+5 เสมอ + 7 คือต้องเลื่อน 2+5 เสมอ แบบฝึกหัดฝึกนิ้ว +6 เช่น 1+6 (เลื่อนเม็ดล่าง 1 เม็ด ตามด้วย เม็ดล่างอีก 1 เม็ดและเม็ดบนที่เป็นจำนวน 5) +6 เช่น 2+6 (เลื่อนเม็ดล่าง 2 เม็ด ตามด้วย เม็ดล่างอีก 1 เม็ดและเม็ดบนที่เป็นจำนวน 5) +6 เช่น 3+6 (เลื่อนเม็ดล่าง 3 ...

สอนสะกดคำภาษาอังกฤษเบื้องต้น ตอนที่ 8 – การเลือกใช้สระที่ถูกต้อง
บทความนี้เป็นบทความต่อจาก ตอนที่ 7 ค่ะ เกี่ยวเนื่องกันกับการสะกดด้วยสระเสียงสั้น และหลังจากเด็กได้ทำแบบฝึกหัดในบทความนี้แล้ว เด็กจะรู้จักเลือกใช้สระเสียงสั้นได้ถูกต้อง อุปกรณ์ แผ่นตัวอักษรที่เคลือบ ตัด และแปะแผ่นแม่เหล็กแล้ว ไวท์บอร์ดที่ติดแม่เหล็กได้ ขั้นตอนการสอน สร้างคำว่า bat ด้วยแผ่นตัวอักษรแม่เหล็ก โดยใช้แผ่นว่างสีแดงแทนที่สระ ตามรูป บอกเด็กว่า “แม่อยากสะกดคำว่า bat เสียงอะไรอยู่ตรงนี้คะ” ชี้ไปที่แผ่นตัวอักษรว่างสีแดง เด็กจะตอบว่า “แอ” ซึ่งเป็นสระเสียงสั้นของ ฺa บอกเด็กว่า “ถูกต้องค่ะ แม่จะเอาแผ่นว่างสีแดงออกและเอาแผ่นตัวอักษรที่ออกเสียง “แอ” ใส่ลงไปแทน ต่อมาสร้างคำว่า pet ด้วยแผ่นตัวอักษรแม่เหล็ก โดยใช้แผ่นว่างสีแดงแทนที่สระ ตามรูป “ตอนนี้ถึงทีหนูทำบ้างนะ ลองสะกดคำว่า pet ซิ” เด็กก็จะใช้แผ่นตัวอักษร e ที่ออกเสียงว่า เอ แทนแผ่นว่าง ทำกิจกรรมแบบนี้กับคำศัพท์อื่นๆจนคล่อง และคุณสามารถใช้คำต่อไปนี้เป็นแนวทางในการสอนให้ลูกรู้จักเลือกใช้สระที่ถูกต้อง b_t  —>“สะกดคำว่า bit” j_m  —>“สะกดคำว่า jam” l_d —>“สะกดคำว่า ...

สอนสะกดคำภาษาอังกฤษเบื้องต้น ตอนที่ 7 ทำความรู้จักกับสระเสียงสั้นหรือ Short Vowels
การสอนสะกดคำในบทเรียนนี้ เราจะสอนเด็กๆให้รู้จักกับสระเสียงสั้น จากที่เราได้เรียนกันมาตั้งแต่บทเรียนแรก เราคงรู้กันดีว่าสระแต่ละตัวมีหลายเสียง เช่น a มีถึง 3 เสียงด้วยกันคือ แอ เอ ออ วิธีสอนที่จะช่วยให้เด็กจำได้ง่ายๆที่สุดคือ เสียงแรกของสระทุกตัวคือสระเสียงสั้น เช่น เสียง แอ ของ a เสีย เอ ของ e เสียง อิ ของ i เสียง เอาะ ของ o และ อะ ของ u ก่อนที่จะเริ่มสอนกิจกรรมดังต่อไปนี้ ผู้สอนควรมั่นใจว่าได้ทำความเข้าใจกับการสอนสะกดคำ ตอนที่ 1,  ตอนที่ 2,  ตอนที่ 3,  ตอนที่ 4,  ตอนที่ 5,  ตอนที่ 6  และเด็กต้องทำกิจกรรมก่อนหน้านี้ได้แม่นยำก่อนเริ่มกิจกรรมถัดไป จงใช้เวลาสอนให้เต็มที่ ไปแบบช้าๆแต่มั่นคง ไม่ต้องเร่งรีบ หากทำแบบนี้แล้วรับรองว่าเด็กๆของเราจะเรียนสะกดคำภาษาอังกฤษได้แบบมั่นใจ ไม่ไม่ต้องนั่งท่อง ...

สอนลูกเรียนคณิตศาสตร์ด้วยลูกคิด – ตอนที่ 3 การบวกลบเลขโดยใช้ลูกคิดแถวบนและล่าง
การเรียนจินตคณิตนั้นต้องเรียนกันเป็นขั้นตอน หากคุณยังไม่ได้อ่าน ตอนที่ 1  และ ตอนที่ 2 ให้คลิกและกลับไปอ่านก่อนและให้ลูกฝึกคิดเลขโดยใช้แบบฝึกหัดและลูกคิดอย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนจะเริ่มขั้นตอนที่ 3  และหัวใจสำคัญของการเรียนให้ได้ผลดีคือการหมั่นฝึกฝนทุกวัน ทั้งทำแบบฝึกหัดอย่างน้อยวันละแผ่น หัดท่องสูตรคูณ หัดเขียนไว และหัดจำพวกหุ้นส่วนหรือ Friends ไว้ล่วงหน้าเพราะสำคัญต่อการเรียนขั้นสูงขึ้นไปนั่นเอง สำหรับบทความฉบับนี้จะขอเรียบเรียงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากครู นั่นก็คือการสอนให้ลูกหัดบวกลบเลขโดยใช้ลูกคิดแถวบน (เม็ด 5) และลูกคิดแถวล่าง (เม็ด 1-4) สิ่งที่เด็กควรจะได้เรียนรู้ การบวกลบด้วย 5 โดยใช้ลูกคิด หัดฝึกนิ้วมือ – 5 ด้วยนิ้วชี้และ + 5 ด้วยนิ้วชี้เหมือนกัน ฝึกนิ้วโดยการให้เด็กหัดบวกลบผ่านลูกคิดโดยใช้จำนวน 1+5, 2+5, 3+5, 4+5, 5-5 แบบฝึกหัดการบวกลบเลขโดยใช้ลูกคิดแถวล่างและบน ตัวอย่างแบบฝึกหัดบวกลบเลขด้วยลูกคิดเม็ด 5 ไฟล์ดิบ  สำหรับให้พ่อแม่นำไปสร้างโจทย์ได้เอง โดยต้องกำหนดให้ลูกได้ฝึกบวกลบด้วย 5 และต้องมีจำนวนลูกคิดพอให้ลูกดีด ไฟล์โจทย์ที่ให้เด็กใช้ลูกคิดหาคำตอบแทนที่จะให้ใช้การนับเพื่อบวกลบเลข กิจกรรมเสิรมที่ควรทำทุกวัน เขียนไวโดยจับเวลา 1 นาที ...



ประเภทสินค้า

Sign up to our newsletter